เรียน ท่านสมาชิก Narak.com,
เพื่อเป็นการปรับปรุงการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของท่านสมาชิกในยุคนี้ให้มากยิ่งขึ้น บริการ My.narak.com ในรูปแบบเดิมนี้ จะขอยุติการให้บริการรับข้อมูลเพิ่มเติมตั้งแต่ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 และเราจะแจ้งความคืบหน้าในการให้บริการใหม่ให้ท่านทราบต่อไปทางอีเมล์



กติกาการตั้งและตอบกระทู้
แจ้งปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน

แนบลิงก์ :

ร้องเรียนกระทู้ไม่เหมาะสม ?

แนบลิงก์ :

ร้องเรียนความคิดเห็นไม่เหมาะสม
หน้าแรกเว็บบอร์ด นักเขียน นักอ่าน เรื่องสั้น
ตอบกระทู้ ตั้งกระทู้
            "คำสารภาพของมือที่สาม#ตอนที่4#แว่นซ่าส์"
อ่าน 5004 ครั้ง    |     ตอบ 0 ครั้ง
ผู้ตั้งกระทู้
โพสต์เมื่อ : 23 ธ.ค. 57 23:11:40

หลังจากกลับจากบางแสนอะไรๆก็ดูเหมือนจะดีขึ้น พี่เกศส่งข้อความหาผมทุกวันตอนเวลาเลิกงาน ผมเลิกงาน 1 ทุ่มครึ่งทุกวัน เธอจะคุยกับผมตั้งแต่สองทุ่มถึงสองทุ่มครึ่งทุกวัน เพราะว่าเวลานี้เธอจะต้องลงจากรถรับ-ส่งพนักงานเพราะถึงบ้านนั่นเอง ผมเองเลยไม่อยากจะคุยเวลาเธอเดินลงจากรถ กลัวจะเกิดอันตราย เป็นอันว่าเวลานี้คือเวลาที่เราคุยกันทุกวัน เธอเป็นฝ่ายโทรมาเองตลอด
ตอนเช้าเมื่อเธอมาถึงบริษัท เราจะเดินไปที่โรงอาหารทุกเช้าเพื่อหากาแฟดื่ม เป็นอันว่าเราเปิดตัวกันมากขึ้น ผมเองเริ่มมั่นใจแล้วว่าเธอไม่มีใครเพราะเธอไปไหนมาไหนกับผมอย่างเปิดเผย
ถึงแม้จะมีสายตาแปลกๆที่คนรอบข้างมาที่เราสองคน แต่ผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจมากมาย คนตรงหน้าสำคัญที่สุดสำหรับผม
............................
 



ช่วงนี้ผมเองหาโอกาสที่จะคุยกับมนอย่างจริงจัง  ผมไม่อยากเธอเสียเวลากับผม เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เราคงต้องเลิกกันจริงๆ
ผมหาโอกาสนัดมนมาคุยตอนเบรกเพื่อเคลียปัญหาที่ค้างคา
“มน จิ๊บขอโทษกับเรื่องทั้งหมด เราผิดเอง เรามันเป็นคนไม่ดี” ผมกล่าวเมื่อมนมาหาผมตามนัด เธอนิ่งเงียบก้มหน้านิ่งฟังคำแก้ตัวจากผม
“เมื่อเราทำผิดขนาดนี้แล้ว เราคงไม่มีหน้าคบกับมนต่อไป” ผมพยายามพูดต่อเพื่อเข้าเรื่อง
“จะเลิกกับเราจริงเหรอ” มนเงยหน้ามองผมน้ำตารินดวงตาที่แฝงด้วยความเจ็บและเสียใจ
ผมเองก็ไปไม่เป็น ถึงผมจะเจ้าชู้มามากแค่ไหน แต่ผมก็ไม่เคยต้องทำร้ายความรู้สึกใครขนาดนี้
“มนเสียใจที่มันเป็นแบบนี้ แต่มนจะให้โอกาสจิ๊บได้แก้ตัว เลิกยุ่งกับเค้าซะ มนจะไม่โกรธแล้วเราเริ่มต้นกันใหม่ มนรู้มาว่าเค้ามีสามีแล้ว จิ๊บคงไม่โง่ ถ้าจิ๊บไม่เชื่อก็ลองไปถามใครดูก็ได้ ผู้หญิงคนนั้นเค้ากำลังหลอกจิ๊บ มนจะให้เวลาจิ๊บ 1 เดือนแล้วเราค่อยมาคุยกัน”
มนพูดใส่หน้าผม ร้องไห้แล้วหันหลังกลับไป ผมคิดอะไรไม่ออก ความจริงตั้งใจจะมาบอกเลิก แต่พอมาเจอมนพูดแบบนี้ผมพูดไม่ออก
.............................................
จากวันที่ผมคุยกับมน ผมครุ่นคิดสิ่งที่มนพูดแต่ก็ไม่ได้คำตอบให้กับตัวเอง อยากจะถามใครๆแต่กลัวว่าถ้าพี่เกศรู้จะโกรธ จะมีก็แต่”พี่นิพนธ์”ที่จะปรึกษาเรื่องนี้ด้วย พี่นิพนธ์เป็นผู้ชายพูดน้อย เรียบร้อย มีน้ำใจ ผมนับถือแกเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ที่กล้าปรึกษาแกเรื่องนี้เพราะมั่นใจว่าแกเก็บความลับได้แน่นอน
“พี่นิพนธ์ พี่มีแฟนป่าว?” ผมถามแกเพราะไม่เห็นแกมีใคร เคยเห็นแต่คุยโทรศัพท์บ่อยๆ แอบไปคุยคนเดียวเงียบๆ
“เคยมีนะ แต่ห่างๆไปแล้ว” แกตอบ หน้าตาดูระลึกความหลังน่าดู
“อ้าว ทำไมละพี่ จิ๊บไม่เคยเห็นพี่มีสาวๆเลย แต่ถ้าใครได้พี่ไปเป็นแฟนนี่ถือว่าโชคดีนะ ขยันขนาดนี้ หน้าที่การงานก็ดีด้วย” ผมพูดต่อ
“ผมหน่ะพร้อมแล้ว เคยตั้งอกตั้งใจคิดไปถึงขั้นแต่งงานกับเค้าเลยด้วย......แต่เค้าไม่พร้อมจะมาอยู่กับผม” พี่นิพนธ์พูดเสียงเศร้าจนเห็นได้ชัด ผมไม่นักรู้มาก่อนว่าแกเคยคบใครจริงจังจนคิดไปไกลถึงมีครอบครัวขนาดนี้
“โห...พี่ ใครไม่เอาพี่ก็บ้าแล้ว”
“จิ๊บ ผมได้ข่าวมาว่าจิ๊บเลิกกับมนแล้วเหรอ ทำไมละ? มีแฟนใหม่เหรอ?”
“ก็ประมาณนั้นพี่ ผมไม่ได้เลิกขาดหรอก ยังคาราคาซังอยู่ ผมสงสัยว่าคนใหม่ที่ผมกำลังคบอยู่จะมีครอบครัวแล้ว แต่ผมรักเค้าไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี”
“ถ้ามีแฟนแล้วก็อย่ายุ่งเลย เชื่อผม มันจะทรมานเราถ้าเรารักคนมีเจ้าของ” พี่นิพนธ์พูดเตือนสติผม
หลังจากคุยกันเรื่องนี้แล้วเราก็หยุดการสนทนาไว้เพียงเท่านั้นเพราะถึงเวลาต้องเดินไปตรวจงานที่แผนกข้างๆ ผมเองก็ตั้งใจจะแวะไปหาพี่เกศสักหน่อย กะจะชวนพี่นิพนธ์ไปด้วยแก้เขินเพราะแผนกนั้นสาวๆเยอะเลยทีเดียว
 
เมื่อเดินไปถึงโต๊ะทำงานพี่เกศ ผมได้เจอสิ่งที่ไม่คาดคิดอยู่ตรงหน้า ..... มนกำลังยืนคุยกับพี่เกศสีหน้าเครียดทั้งคู่
“มน มาทำอะไรที่นี่....อะไรกัน” ผมเร่งฝีเท้าเข้าไปถามด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าสองคนนี้จะโคจรมาเจอกันได้
“มนก็มาบอกเค้านะสิว่าเราเข้าใจกันแล้ว แล้วจิ๊บก็รู้แล้วว่าเธอหน่ะไม่โสด มาบอกว่าเลิกยุ่งกับจิ๊บได้แล้ว” มนพูดขึ้น
ผมตกใจมากที่มนพูดไปแบบนั้น ผมหันมองไปทางพี่เกศที่ตอนนี้กำลังเหลือบมองพี่นิพนธ์อย่างแปลกใจก่อนจะหันขวับมาทางมนหรี่อย่างประเมินฝ่ายตรงข้าม ก่อนพูดน้ำเสียงเยาะๆว่า
“มีปัญญาเอาคืนไหม ถามเจ้าตัวเค้ารึยังว่าเค้าเลือกใครหรือคิดเอาเองว่าเค้าเลือกตัว”
ผมทำหน้าไม่ถูก ปกติผมสับรางเก่ง แต่ตอนนี้ดูท่ารถไฟจะตกรางยกขบวนเสียแล้ว
มนจ้องหน้าผมคาดคั้นให้ผมตอบ แล้วผมก็รู้ว่าเธอหวังให้ผมตอบแบบที่เธอต้องการ แต่ในใจผมมันกลับตรงข้ามกันไปหมด ผมไม่สามารถจะตัดพี่เกศออกจากใจได้เลย ดังนั้นผมตัดสินใจพูดในสิ่งที่ตรงกับใจออกไป
“มนเราเลือกแล้ว เราชอบพี่เค้าจริงๆ เราขอโทษนะมน”
เพี๊ยะ !!!!!! เสียงฝ่ามือกระทบหน้าผมจนหันไปอีกทาง ตามมาด้วยคำด่าทอที่มนมีให้ผมก่อนจะเดินจากไป ผมหูอื้อไม่ได้ยินว่าเธอด่าผมว่าอะไรบ้าง ได้ยินแต่คำลงท้ายที่จะรอสมน้ำหน้าผมเมื่อถูกพี่เกศทิ้ง
ผมก้มหน้านิ่ง พูดไม่ออก หลังจากตั้งสติได้จึงบอกลาพี่เกศแล้วชวนพี่นิพนธ์กลับแผนก ตอนนั้นถ้าผมสังเกตสักนิด ผมคงจะมองเห็นว่ามีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้นมากกว่าเรื่องของมนทิยา
..............................
หลายวันต่อจากนั้นผมใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น พี่นิพนธ์แลดูเป็นห่วงผมมากแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร แกเป็นคนพูดน้อยแต่ผมก็รู้สึกได้
ผมกับพี่เกศก็ไปไหนด้วยกัน คุยโทรศัพท์ตามปกติ ที่จะเปลี่ยนก็จะเป็นข้อความที่ส่งมาทุกวัน คำลงท้ายเปลี่ยนไป
“เมื่อก่อน ห่วงนะไม่หวง แต่ตอนนี้หวงนะไม่ห่วง” ตอนนี้ผมกลายเป็นเด็กในสังกัดเธอไปเรียบร้อย
คนเราเมื่อคบกันนานขึ้นก็ได้เรียนรู้นิสัยใจคอกัน พี่เกศเป็นคนดุ เงียบและเด็ดขาดมาก ไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง เวลาคุยกับผมจะจ้องตาตลอดจนผมกระดากในบางครั้ง สาวๆที่เคยเข้ามาพัวพันกับผมตอนนี้อันตธานหายหมด เพราะอานุภาพของสายตาผู้เดินเคียงข้างที่ประกาศให้รู้ว่าผมมีเจ้าของแล้วจึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับผม ไม่เว้นแม้เพื่อนร่วมงานที่ไม่มีใครกล้าทักหรือกล้ายุ่งเวลาผมอยู่กับพี่เกศเลย
“แหม่ เดี๋ยวนี้มีเมียใหม่ไม่กินข้าวกะกูเลยนะมึง” ผึ้งแซวผมเมื่อเจอกันที่ห้องน้ำ เราเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่เข้าทำงาน ถึงมันจะเป็นผู้หญิงน่าตาน่ารักแต่ระหว่างเราก็ไม่มีอะไรเกินเลย
“กูก็อยากกินกะมึง แต่มึงก็รู้นี่ว่ากูทำแบบนั้นมึงจะเดือดร้อน” ผมตอบกลับ แต่หมายความแบบนั้นจริงๆ
“มึงอ่ะ แน่ใจแล้วใช่มั้ยว่ะ ว่าคนนี้เอาแน่ กูเห็นมึงจริงจังกูเป็นห่วงนะ”
“ทำไมว่ะมึงมีอะไรบอกกูดิ่ กูสงสัยมานานแล้ว ทั้งมึง ทั้งพี่แหม่มแล้วก็คนอื่นๆอีกหลายคนชอบพูดแปลกๆ มีอะไรบอกมา” ผมเริ่มไม่ขำ
“อย่าให้กูเป็นคนตอบเลยว่ะ แต่ถ้ามึงอยากรู้มึงไปถามพี่นิพนธ์นะ ไปถามเค้าแล้วบอกเค้าว่ารู้จากกูหมดแล้ว เค้าจะบอกมึงเอง”
ผมงง พี่นิพนธ์เกี่ยวอะไร แล้วทำไมต้องถามแก แต่ความอยากรู้มันท้วมท้น ไม่ได้คำตอบก็อึดอัดใจ ผมเลยถามแกอย่างที่ผึ้งบอก
“พี่นิพนธ์ ช่วยบอกจิ๊บหน่อยได้ไหมเกี่ยวกับเรื่องเกศ ผมเรื่องจากผึ้งหมดแล้วนะ บอกผมเถอะ” ผมโกหกแกเพื่อหาคำตอบ
สีหน้าพี่นิพนธ์จืดลงไปทันที แกนั่งลงแล้วบอกผมว่าจริงๆแกไม่อยากบอกอะไรผมทั้งนั้น อยากให้ผมรู้เอง แต่ถ้าผมรู้แล้วแกก็จะบอกให้ก็ได้
“จำผู้หญิงที่ผมเคยบอกได้ไหมว่าเคยคิดจะแต่งงานด้วย นั่นแหละคือ เกศรินทร์ ผมเคยคบกับเค้า แต่ไม่เคยบอกใคร ไปไหนมาไหนก็ไม่เปิดเผยเพราะเกศขอไว้ ผมคบมาได้ประมาณ 1 ปี สงสัยว่าทำไมไม่ยอมให้ไปรับส่งที่บ้านเลยแอบขับรถตามไปดู เลยรู้ว่าเกศมีผู้ชายมารอรับกลับบ้านทุกวัน ผมโมโหมากที่โกหกผมว่าไม่มีใคร ผมเลยขอเลิก แต่เกศบอกกับผมว่ากำลังจะเลิกกับผู้ชายคนนั้นแล้ว ขอเวลาผม ผมก็ให้เพราะผมอยากแต่งงานกับเค้า แต่จนแล้วจนรอดเค้าก็ตัดคนนั้นไม่ขาด ผมเลยขอเลิกเด็ดขาด คบไปก็เสียเวลากันเปล่าๆ ผมอยากเตือนจิ๊บนะ ถ้าไม่อยากตกอยู่ในสภาพแบบผมเลิกเถอะ กลับไปขอมนคืนดีตอนนี้ก็ไม่สาย ผมรักจิ๊บเหมือนน้องที่เตือนไม่ใช่เพราะว่ายังอาลัยอาวรณ์เกศ แต่ผมหวังดีกับจิ๊บจริงๆ” พี่นิพนธ์พูดกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง สมองผมตื้อเมื่อได้รู้เรื่องจริง หากเป็นคนอื่นผมอาจจะไม่เชื่อ แต่นี่คือคือคำบอกเล่าจากคนที่ผมรับรองได้เลยว่าไม่มีทางโกหกอย่างแน่นอน
ผมเอ่ยปากถามแกต่อว่า “แล้วไอ้ผึ้งมันรู้เรื่องพี่กับเกศได้ยังไง?”
พี่นิพนธ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนตอบเบาๆว่า “ผมกับเกศเคยเจอผึ้ง..........ที่โรงแรม!!!!!!!!”
ไม่ต้องอธิบายอะไรต่อผมก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแจ่มแจ้ง ผมรู้สึกกลืนน้ำลายไม่ลงมันตีบตันไปทุกอณูความรู้สึก ในหัวมีแต่คำถามว่าทำไม เพราะอะไร เธอถึงหลอกผม ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเคยคบกับคนที่ผมถือว่าสนิทมากๆอีกด้วย เธอเห็นผมเป็นอะไร?
ผมสาวเท้าเร่งเดินไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้ผมจะต้องได้คำตอบทุกอย่าง น้ำตาไหลเพราะความโกรธ ผมจะต้องคุยกับพี่เกศให้รู้เรื่องให้ได้.....


รอติดตาอมตอนต่อไปน้า.... มีการแก้ไขเมื่อ : -
ถูกใจ มีคนถูกใจ 1 คน 6426

อีเมล์ :
รหัสผ่าน :
ลืมรหัสผ่าน ?
เข้าระบบ


หรือ สมัครสมาชิก คลิกที่นี่


กลับ
ด้านบน