เรียน ท่านสมาชิก Narak.com,
เพื่อเป็นการปรับปรุงการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของท่านสมาชิกในยุคนี้ให้มากยิ่งขึ้น บริการ My.narak.com ในรูปแบบเดิมนี้ จะขอยุติการให้บริการรับข้อมูลเพิ่มเติมตั้งแต่ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 และเราจะแจ้งความคืบหน้าในการให้บริการใหม่ให้ท่านทราบต่อไปทางอีเมล์



กติกาการตั้งและตอบกระทู้
แจ้งปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน

แนบลิงก์ :

ร้องเรียนกระทู้ไม่เหมาะสม ?

แนบลิงก์ :

ร้องเรียนความคิดเห็นไม่เหมาะสม
หน้าแรกเว็บบอร์ด ความรัก ความรักชายรักชาย
ตอบกระทู้ ตั้งกระทู้
            ข้อคิดสะกิดเกย์
อ่าน 15832 ครั้ง    |     ตอบ 0 ครั้ง
ผู้ตั้งกระทู้
โพสต์เมื่อ : 5 ก.พ. 57 12:03:25

ข้อคิดสะกิดเกย์


1. ถามหาสาเหตุของการเป็นเกย์ไปทำไม
ตามทฤษฎีมักบอกว่า สาเหตุของการเป็นเกย์ น่าจะเกิดจากกรรมพันธุ์ การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม ผลการศึกษาบางเรื่องก็พบว่าเกย์มีลักษณะองค์ประกอบของเนื้อสมองบางจุดแตกต่างจากผู้ชายโดยทั่วไป ทั้งหมดที่กล่าวมา ยากที่จะนำมาอธิบายอ้างอิงครอบคลุมผู้ที่เป็นเกย์ได้ทุกคน สรุปก็คือ ยังไม่ทราบชัดเจนว่าสาเหตุที่แท้จริงของการเป็นเกย์เกิดจากอะไร และป่วยการที่จะสืบสาว ถามหาว่าเกิดจากอะไร เพราะพ่อแม่หลายคู่ และคนที่เป็นเกย์หลายคนก็บอกว่า เลี้ยงลูกหรือถูกเลี้ยงมาเหมือนๆ กันทุกคนนั่นแหละ มีทั้งลูกชายลูกสาว แต่ในที่สุดก็พบว่าลูกชายบางคนที่เลี้ยงมาเช่นเดียวกันเป็นเกย์ในที่สุด

2. การเป็นเกย์ไม่ใช่โรคจิต
กล่าวคือ ปัจจุบันวงการจิตเวชแทบทั้งโลกลงความเห็นว่า การเป็นเกย์ไม่ใช่เป็นโรคจิต เพียงแต่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่มีความรักความชอบในเพศเดียวกันเท่านั้นเอ ง แต่สำหรับคนที่เป็นเกย์แล้วขาดความภาคภูมิใจในชีวิต วิตกจริตในสิ่งที่ตัวเองเป็น ปรับตัวไม่ได้ เก็บกด หลบซ่อนต่างหาก ที่อาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต ตั้งแต่วิตกกังวล เครียด ซึมเศร้าและรุนแรงที่สุดอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย

3. การเป็นเกย์รักษาไม่ได้
กล่าวคือ มีพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเกย์จำนวนไม่น้อย และคนที่เป็นเกย์จำนวนหนึ่ง ที่สับสนในตัวเอง มาพบจิตแพทย์เพื่อพยายามมารักษาการเป็นเกย์ให้หาย เพื่อจะได้รักผู้หญิงในเชิงชู้สาวได้ แต่จิตแพทย์ยืนยันว่า การรักษาที่สำคัญ คือ ทำจิตบำบัด เพื่อให้เขาได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงต่างหากว่า เขาชอบอะไร และให้เกิดความภูมิใจ มั่นใจในสิ่งที่เขาเป็น เช่น ถ้าแท้ที่จริงเขาเป็นผู้ชายที่อาจไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร เมื่อผ่านการพบจิตแพทย์แล้ว เขาก็เป็นผู้ชายอยู่ดีนั่นแหละ หรือเมื่อเขาเป็นเกย์ พบจิตแพทย์แล้ว เขาก็จะเป็นเกย์อยู่ดีนั่นแหละ เพียงแต่คนเหล่านี้จะมีความเข้าใจและยอมรับในการเป็นตัวของตัวเอง สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้ และมีความสงบสุขทางจิตใจในตัวตนที่เขาเป็น

4. สังคมมักเข้าใจผิดว่าเกย์ชอบหลอกเด็กชายทำอนาจาร
เป็นความเข้าใจผิดที่อาจเนื่องมาจากรับรู้ข่าวสารทางสื่อมวลชน เมื่อเกย์กระทำความผิดในเรื่องเพศ มักจะมีการประโคมข่าวกันเด่นชัด และชูประเด็นไปที่ความเป็นเกย์ จนดูเสมือนว่าปรากฏการณ์อย่างนี้มีมากในสังคม ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วผู้ชายธรรมดาที่หลอกเด็กผู้หญิงทำอนาจาร มีจำนวนมากกว่าเกย์หลอกเด็กผู้ชายอย่างเทียบกันไม่ได้


5. เมื่อลูกเป็นเกย์จะทำอย่างไร
คำตอบที่เป็นสัมมาทิฐิที่สุด ก็คือ ต้องรักลูก ดูแลเอาใจใส่ ภาคภูมิใจในตัวลูกของคุณเช่นลูกชายและลูกสาวนั่นแหละ การไม่ยอมรับลูกที่เป็นเกย์ ยิ่งสร้างความเก็บกด ร้าวฉานในครอบครัว มีพ่อบางคนพูดกับลูกที่เป็นเกย์ว่า พ่อจะเลิกสูบบุหรี่ แต่ขอให้แลกกับการที่ลูกต้องเลิกเป็นเกย์ เข้าใจผิดอย่างมหันต์ การเป็นเกย์ไม่ใช่สารเสพติด จะได้เอาไปเปรียบเทียบกับบุหรี่
ร้ายกว่านั้นก็คือ ทำร้ายลูกที่เป็นเกย์ด้วยเข้าใจผิดคิดว่า การกระทำที่รุนแรง อาจทำให้ลูกเป็นผู้ชายขึ้นมาได้ ผลที่ได้รับก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและลูกที่เป็นเกย์ ยิ่งแตกหัก ร้าวฉานไปกันใหญ่ พ่อบางคนกว่าจะคิดได้ ก็ตอนแก่มากแล้วที่เหลือแต่ลูกที่เป็นเกย์นั่นแหละที่เลี้ยงดูอยู่ เพราะทั้งลูกชายลูกสาวต่างก็ไปแต่งงานแยกครอบครัวไปหมด เพิ่งมารู้และสำนึกทีหลังว่า มีลูกเป็นเกย์ก็ดีอย่างนี้เอง

6. เมื่อสามีเป็นเกย์จะทำอย่างไร
ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่แต่งงานแล้ว จนกระทั่งมีลูกด้วยกัน มาพบทีหลังว่าสามีตัวเองเป็นเกย์เ กิดความสับสนและรู้สึกโกรธมาก จนต้องมาปรึกษาจิตแพทย์ แพทย์ก็ให้การปรึกษาครอบครัวบำบัดเช่นเดียวกับปัญหาสามีมีเมียน้อยนั่นแหละ มีทางออกหลายทาง เช่น มองหา จุดดีที่มีต่อกันและทนอยู่เพื่อลูก เพื่อสังคม โดยสามี (ที่เป็นเกย์) ก็ยังรับผิดชอบครอบครัวและลูกเป็นอย่างดี แต่ภรรยาเปิดโอกาสให้ไปหาความสุขส่วนตัวตามประสาเกย์บ้าง อาทิตย์ละ 1 วัน หรือ 2 วัน แล้วแต่จะตกลงกัน บางคู่ที่ยอมรับไม่ได้ อาจแยกทางกันอยู่ก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับว่าทั้งคู่จะตัดสินใจอย่างไร

7. เมื่อพ่อเป็นเกย์จะทำอย่างไร
ลูกที่รู้แต่แรกว่ามีพ่อเป็นเกย์ก็ยอมรับได้ ไม่เกิดปัญหาอะไร มีผลการศึกษาจากต่างประเทศพบว่า พ่อที่เป็นเกย์ถึงลูกจะรู้ว่าพ่อเป็นเกย์เลี้ยงลูกชายจนเติบโต ก็ไม่พบว่าลูกชายจะเป็นเกย์ตามพ่อแต่อย่างใด แต่อาจมีลูกบางคนที่มารู้ทีหลัง พร้อมกับแม่ว่าพ่อเป็นเกย์ อาจตกใจพอๆ กับแม่ก็เป็นไปได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ยอมรับได้ เพราะพ่อที่เป็นเกย์ส่วนใหญ่รักเด็ก รักลูก ดูแลเอาใจใส่ลูกเป็นอย่างดี บางทีก็ดูแลยิ่งกว่าแม่เสียอีก เพราะจิตวิญญาณของผู้หญิงมีอยู่ในตัวสูง สรุปก็คือว่า ถ้าไหนๆ ก็รู้แล้วว่าพ่อเป็นเกย์ ลูกๆ ก็ควรรักพ่ออย่างที่พ่อเป็น ตราบที่พ่อเป็นพ่อคนดีของลูกๆ อยู่ เพราะความเป็นพ่อลูก ไม่สามารถหย่าขาดจากกันเช่นสามีภรรยาได้

8. จะรู้ได้อย่างไรว่าแฟนเป็นเกย์
เกย์จำนวนไม่น้อย ไม่ออกอาการกระตุ้งกระติ้ง ไม่ว่าการพูดหรือกิริยาท่าทาง แถมยังหน้าตาหล่อเหลาและเอาใจเก่ง เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้หญิงได้ดี มีความสุภาพ ยิ่งเป็นคนเก่งและโดดเด่นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ยิ่งถูกใจ ใช่เลย เกย์ลักษณะนี้คือสุภาพบุรุษในดวงใจของผู้หญิงส่วนใหญ่

หากสุภาพสตรีท่านใดสงสัยว่าแฟนตัวเองเป็นเกย์ อาจตั้งข้อสังเกตหลายประการคือ เป็นสุภาพบุรุษเกินไปหรือเปล่า คบกันมานานมาก แต่ไม่เคยหรือไม่ค่อยแตะเนื้อต้องตัวแฟนสาวเลย ไปไหนกับแฟนสาวแล้วมักจะมองและชมผู้ชายอื่น (ผู้หญิงก็หลงดีใจว่าแฟนฉัน รักฉันมาก ไม่ค่อยมองผู้หญิงอื่นเลย) สืบเสาะหาดูว่ากลุ่มเพื่อนๆ ของแฟนเราที่เขาคบหาสมาคมเป็นใคร เป็นกลุ่มเกย์หรือเปล่า สืบเสาะดูว่าแหล่งท่องเที่ยวของแฟนเราอยู่ที่ไหน เป็นแหล่งที่เกย์มักไปชุมนุมหรือเปล่าและไม้เด็ดที่สุดคือ หาเพื่อนผู้ชายจริงๆ ของเราที่ไว้ใจได้ ช่วยไปรับประทานอาหารและท่องเที่ยวด้วยนานๆ และอาจให้เพื่อนชายที่ไว้ใจได้นั่นแหละ แกล้งทำเป็นรัก ชอบ หรือส่งสัญญาณในเชิงชู้สาวด้วย แต่ให้แนบเนียนจริงๆ สุดท้ายก็รู้เองแหละว่าใช่หรือไม่ใช่เกย์

ตราบใดที่สังคมยังมีหลากหลายกลุ่มคนที่มีความรัก ความชอบแตกต่างกัน เชื่อว่าเกย์ก็คือชนกลุ่มหนึ่งที่ต้องมีอยู่คู่สังคมมนุษย์ และเมื่อโลกเจริญขึ้น คนมีการศึกษามากขึ้น แต่ดูเหมือนว่า การศึกษาหรือความรู้ที่จะทำให้คนที่เป็นเกย์เข้าใจตัวเอง พ่อแม่เข้าใจลูกที่เป็นเกย์ ชายหญิงเข้าใจเพื่อนร่วมโลกที่เป็นเกย์นั้นยังแสวงหาได้ไม่ง่ายนัก และความรู้นี้เข้าไม่ถึงสาธารณชนทุกกลุ่ม

หวังว่าบทความเรื่องนี้จะได้ช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเกย์อีกมุมมองหนึ่ง เพราะเกย์ก็คือมนุษย์ปุถุชนธรรมดา เฉกเช่นหญิงชายที่มีทั้งคนดี คนเลว คนใจร้าย คนมีความเมตตา หากสันติสุขบนโลกใบนี้จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และมนุษย์ทุกคนเคารพในความเป็นบุคคลซึ่งกันและกันแล้ว เราควรหันมาเปลี่ยนคำถามจากคำว่า “คนคนนี้เป็นอะไร” มาเป็น “คนคนนี้เป็นอย่างไร” เพราะคำตอบของคำถามว่าอย่างไร น่าจะนำมาซึ่งการสืบเสาะหาคนดีมีคุณภาพมากกว่าได้คำตอบว่าเป็นเพศใด< /FONT>



(เครดิต: วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ โรงพยาบาลสวนปรุง)
มีการแก้ไขเมื่อ : -
ถูกใจ มีคนถูกใจ 1 คน 2994

อีเมล์ :
รหัสผ่าน :
ลืมรหัสผ่าน ?
เข้าระบบ


หรือ สมัครสมาชิก คลิกที่นี่


กลับ
ด้านบน