เรียน ท่านสมาชิก Narak.com,
เพื่อเป็นการปรับปรุงการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของท่านสมาชิกในยุคนี้ให้มากยิ่งขึ้น บริการ My.narak.com ในรูปแบบเดิมนี้ จะขอยุติการให้บริการรับข้อมูลเพิ่มเติมตั้งแต่ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 และเราจะแจ้งความคืบหน้าในการให้บริการใหม่ให้ท่านทราบต่อไปทางอีเมล์



กติกาการตั้งและตอบกระทู้
แจ้งปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน

แนบลิงก์ :

ร้องเรียนกระทู้ไม่เหมาะสม ?

แนบลิงก์ :

ร้องเรียนความคิดเห็นไม่เหมาะสม
หน้าแรกเว็บบอร์ด วาไรตี้ ท่องเที่ยว
ตอบกระทู้ ตั้งกระทู้
            คิง เพาเวอร์ สามารถตอบโจทก์ตามนโยบายภาครัฐคือ “การกระจายรายได้สู่ชุมชน”
อ่าน 399 ครั้ง    |     ตอบ 1 ครั้ง
ผู้ตั้งกระทู้
โพสต์เมื่อ : 28 เม.ย. 61 11:39:03

วันนี้การท่องเที่ยวของประเทศไทยกำลังเป็นผงาดเป็นดาวรุ่งภูมิภาคเอเชีย ที่มีนานาชาติทั่วโลกเลือกเป็นจุดหมายเดินทางเข้ามาเที่ยวตามเป้าหมายปี 2561 จะทำได้กว่า 38 ล้านคน ใช้จ่ายเงินรวมไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท ในทางกลับกันปีนี้สมาคมไทยบริการการท่องเที่ยว (Thai Travel Agent Association :TTAA) ผู้นำกลุ่มสมาชิกบริษัทตัวแทนนำเที่ยวต่างประเทศได้ประเมินสถานการณ์ไว้ว่าปี 2561 จะมีคนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 10 ล้านคน เม็ดเงินจะไหลออกนอกประเทศมูลค่านับล้านล้านบาทเช่นกัน
 

ตลอดปี 2561 การสร้าง “สมดุลรายได้ท่องเที่ยว” ระหว่างเงินท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้ากับคนไทยเที่ยวนอกไหลออกยอดสูสีกันมาก จึงเป็นภารกิจท้าทายความสามารถรัฐบาลและเอกชนไทยทุกกลุ่ม ถึงเวลาต้องหันหน้ามาร่วมมือกันกำหนดแนวทางจะทำอย่างไรให้ “นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย” ใช้จ่ายเงินอยู่ในประเทศกระจายสู่ชุมชนและเมืองรองตามนโยบายของรัฐบาล

โดยเฉพาะ “มาตรการ-แรงจูงใจ-การปลดล็อกยอดซื้อสินค้าจากธุรกิจของคนไทยด้วยกัน” ขณะนี้มีพลังพอที่จะกระตุ้นนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มคนรวยที่มีความพร้อมจะใช้เงิน กลยุทธ์ที่งัดออกมาใช้แรงพอหรือยัง? ในหมวดทำรายได้สำคัญ ๆ อย่าง “ช้อปปิ้งและอาหาร” ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 หมวดทำส่วนแบ่งรายได้จากนักท่องเที่ยวรวมกันเกินกว่า 50 % ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด
 

“การเพิ่มรายได้จากหมวดช้อปปิ้งสินค้าในไทย” ทั้งปัจจุบันและอนาคตสามารถพัฒนาให้เติบโตแบบก้าวกระโดดหรือเพิ่มได้ไม่จำกัด ถ้าหาก “รัฐ” หันมาทบทวนอย่างจริงจังเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดที่ล้าหลังด้วยการยอมรับความเป็นจริง โดยเฉพาะปมใหญ่อย่าง “ระเบียบที่ขึ้นสนิมของกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง” ในกรณีห้ามคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศใช้เงินเกินคนละ 20,000 บาท

เพราะระเบียบเหล่านี้นอกจากจะเป็น “แรงฉุดรายได้เข้าประเทศลดต่ำลง” เนื่องจากคนไทยจะตัดสินใจไม่ใช้เงินซื้อสินค้าในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงระเบียบดังกล่าวที่สร้างความยุ่งยาก แถมยังเป็น “แรงหนุนให้คนไทยนำเงินไปใช้ซื้อสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศ” มากขึ้นจนประเทศเสียดุลเพิ่มอีกหลายเท่า

ถึงเวลาแล้วที่รัฐควรเคาะสนิมระเบียบต่าง ๆ หันมายอมรับความจริงในพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวคนไทย

 

ส่วนเอกชนไทยก็ต้องหันหน้ามาร่วมมือกัน” หาวิธีทำให้ “ต่างชาติพึงพอใจ” ในช่วงโอกาสทองทั่วโลกเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นต้องหาทางทำให้ “คนไทยกลุ่มที่มีฐานะทางการเงินดี” หันมาท่องเที่ยวภายในประเทศลดสัดส่วนการยกครอบครัวหอบเงินไปเที่ยวต่างประเทศ

โจทก์ใหญ่ของประเทศไทยในการหาวิธีทำให้ “เงินต่างชาติและคนไทย” อยู่ในประเทศให้มากที่สุดช่วงการท่องเที่ยวขาขึ้นในปี 2561 จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง สิ่งที่ทุกฝ่ายควรจะเพิ่มยอดรายได้ช้อปปิ้งคือ ต้องเร่งสร้าง “สินค้าไทย” แจ้งเกิดอย่างรวดเร็วมีมาตรฐานพร้อมเข้าสู่ตลาดสากล และทำให้ “สินค้าแบรนด์เนม” ที่นักช้อปทั่วเอเชียยอมควักเงินจ่ายแบบไม่อั้นซึ่งไทยพยายามในการผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่ “ศูนย์กลางช้อปปิ้งพาราไดซ์” เป็นจริงขึ้นมาให้ได้
 

ปรากฏการณ์ธุรกิจที่น่าสนใจคือ “การพัฒนาธุรกิจร้านค้าปลอดอากร” (duty free shop) ของ “กลุ่มบริษัท คิง  เพาเวอร์” ให้กลายเป็น “ร้านค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยวที่ตอบสนองการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด” หรือ  “Explore Endlessly Jouney ผสมผสานการลงทุนอย่างลงตัวด้วยการเนรมิตร แหล่งช้อปปิ้ง โรงแรม ร้านอาหาร และการเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเป็นมิตร (hospitality) จนสามารถสร้างยอดขายรวมเข้าประเทศมูลค่ารวมปีละ 900,000-100,000 ล้านบาท

สำหรับยอดขายปีละเกือบ 100,000 ล้านบาท นั้น กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้รับจากกำลังซื้อของสมาชิก“คนไทย” ปีละกว่า 7 แสนราย และ “ต่างชาติ” เกินกว่า 10 ล้านคน ขณะนี้ที่ตลาดมาแรงคือนักท่องเที่ยวจีนที่เลือกช้อปในร้านคิง เพาเวอร์ ปีละกว่า 7-8 ล้านคน

แต่หัวใจสำคัญของการขายสินค้าของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ สามารถตอบโจทก์ตามนโยบายภาครัฐคือ “การกระจายรายได้สู่ชุมชน” เนื่องจากในร้านดิวตี้ฟรี คิง เพาเวอร์ ตามสนามบิน (duty free airport) และในเมือง (duty free downtown) ทั้ง 10 แห่ง ได้คัดเลือกชุมชนผู้ผลิตสินค้าไทยมาวางจำหน่าย สามารถแบ่งปันรายได้ด้วยการนำสินค้าไทยตามท้องถิ่นทั้ง 4 ภาค มาวางขายทำเงินได้เป็นกอบกำปีละกว่า 20,000-25,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 20-25 % ของรายได้ทั้งหมด
 

“อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า  ปัจจุบันกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ มีคู่ค้าผู้ผลิตสินค้าไทยจากชุมชนทั่วประเทศกว่า 154 กลุ่ม หลัก ๆ 4 หมวด คือ 1.ผ้าและเครื่องแต่งกาย 2.ของใช้ของที่ระลึก 3.สมุนไพรไทย 4.อาหารและเครื่องดื่ม นำเข้ามาวางจำหน่ายในดิวตี้ฟรีตามสาขาต่าง ๆ ของบริษัทมากกว่า 1,100 รายการ รวมทั้ง คิง เพาเวอร์ ได้สั่งซื้อสินค้าไทยตามชุมชนทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบันมีมูลค่ารวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท ขณะนี้มีสินค้าชุมชนที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมซื้อสูงเป็นอันดับต้น ๆ  7 รายการ ได้แก่ น้ำผึ้ง เม็ดมะม่วงหิมมะพานต์ อาหารทะเลอบแห้งรสต้มยำโป๊ะแตก หมอนรองคอ ยาหม่องเขียว แก้วเป่ารูปช้าง แจกัน

การเพิ่มยอดขายสินค้าโอท็อปชุมชนั้นสอดคล้องกับแผนพัฒนาธุรกิจของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่งได้ประกาศทำโครงการ King Power Thai Power : พลังคนไทย” โดยเน้นการสร้าง COMMUNITY POWER-พลังชุมชนคนไทย” มุ่งมั่นยกระดับผู้ผลิตสินค้าไทยตามชุมชนให้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดโลก ด้วยการคัดสรรแบรนด์ไทยอันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาวางจำหน่ายในร้านสาขาคิง เพาเวอร์ ทำให้ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์ของคนไทยได้รับความนิยมเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วโลก ส่งเสริมผู้ผลิตในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งยังได้เผยแพร่วัฒนธรรมความเป็นไทยผ่านอัตลักษณ์ของสินค้าที่มีความโดดเด่นแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ

ก้าวต่อไปของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ หลังจากลงทุนเพิ่มอีก 14,000 ล้านบาท ซื้อโครงการมหานคร ไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานคร
 

“อัยยวัฒน์” ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า จะนำกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สําคัญทางเศรษฐกิจ การค้า ของประเทศไทยในระดับสากล เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ที่สําคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมที่จะรองรับการเติบโตของประชาคมอาเซียนในอนาคต  เพราะโครงการมหานครเพียบพร้อมด้วยบริการต่าง ๆ มากมาย ทั้งโรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับ 5 ดาว ร้านอาหารแถวหน้าของไทยและต่างประเทศ จุดชมวิวแม่น้ำเจ้าพระจามุม 360 องศา ทั้งหมดคือแม่เหล็กขั้วใหญ่ที่จะดึงดูดนักเดินทางทั่วโลกเลือกกรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวในระยะยาว

สำหรับบทบาทของเอกชนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อช่วยรัฐสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามในวงการท่องเที่ยวของประเทศต่างให้คำแนะนำไปในทิศทางเดียวกันว่า หากจะทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยมี “พลังมหาศาล” ได้ รัฐต้องกล้าเคาะสนิมระเบียบที่ล้าหลังและยอมรับความจริง โฟกัสปัญหาแล้วแก้ไขให้ตรงจุด เพื่อก้าวข้ามไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ก่อนที่ “ดุลรายได้” ของนักเดินทางคนไทยจะไหลออกต่างประเทศจนฉุดไม่อยู่ในอนาคตอันใกล้เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วคนก็หอบเงินไปใช้จ่ายในต่างแดน

จาก
https://www.khaosod.co.th/pr-news/news_1009916
 

 

มีการแก้ไขเมื่อ : -
ถูกใจ มีคนถูกใจ 0 คน

ความคิดเห็นที่ 1
โพสต์เมื่อ : 19 พ.ย. 61 04:35:21

ถูกใจ มีคนถูกใจ 0 คน

อีเมล์ :
รหัสผ่าน :
ลืมรหัสผ่าน ?
เข้าระบบ


หรือ สมัครสมาชิก คลิกที่นี่


กลับ
ด้านบน