เรียน ท่านสมาชิก Narak.com,
เพื่อเป็นการปรับปรุงการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของท่านสมาชิกในยุคนี้ให้มากยิ่งขึ้น บริการ My.narak.com ในรูปแบบเดิมนี้ จะขอยุติการให้บริการรับข้อมูลเพิ่มเติมตั้งแต่ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 และเราจะแจ้งความคืบหน้าในการให้บริการใหม่ให้ท่านทราบต่อไปทางอีเมล์



กติกาการตั้งและตอบกระทู้
แจ้งปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน

แนบลิงก์ :

ร้องเรียนกระทู้ไม่เหมาะสม ?

แนบลิงก์ :

ร้องเรียนความคิดเห็นไม่เหมาะสม
หน้าแรกเว็บบอร์ด นักเขียน นักอ่าน นิยาย
ตอบกระทู้ ตั้งกระทู้
            ZOMBIE OUTDISTANCE 4
อ่าน 3291 ครั้ง    |     ตอบ 0 ครั้ง
ผู้ตั้งกระทู้
โพสต์เมื่อ : 23 พ.ย. 57 22:20:08

Chapter 4
 
 
ตอนนี้ ที่ที่พวกเรายืนอยู่คงจะเป็นบริเวณหลังโกดังร้างแห่งนี้แหละ เป็นป่ารกหน่อย แต่ไม่สูงเท่าไหร่นัก ท้องฟ้าด้านนอกยังคงครื้มเหมือนเดิม ไม่ต่างไปจากท้องฟ้าตอนก่อนหน้าที่พวกเราจะเข้ามาหลบข้างในนี้ เราเกาะกลุ่มเดินเรียงแถวกันไปเรื่อยๆ โดยมีลุงหวังเดินนำหน้า เพราะแกคงจะคนที่แม่นปืนที่สุด เพราะคนที่ทำให้ร่างชายน่าเกลียดคนนั้นจอดลงกับพื้นได้นั้นเป็นฝีมือแกที่ลั่นไกรจากปืนยาวกระบอกนั้นนั่นแหละ เช่นเดียวกับตอนที่ช่วยพวกเราไว้ก่อนน่านี้ ตามมาด้วยไอ้บอลกับไม้เบสบอลของมัน 
และผมที่ตอนนี้มือซ้ายจับมือมินเอาไว้แน่น มือขวาก็ยังคงทำหน้าที่ควบคุมอาวุธประจำตัวไว้พร้อมที่จะฟัดเหวี่ยงออกไปได้ทุกเมื่อ ตามท้ายด้วยลุงเอียนที่คอยระวังหลังให้พวกเรา 
ลุงทั้งสองคนอยู่ในท่าเตรียมพร้อมที่จะลั่นไกรได้ตลอดเวลา ซึ่งผมเองก็ได้แต่แปลกใจว่าคุณลุงสองคนนี้พกปืนได้ยังไงกัน มีอาวุธไว้ในครอบครองมันผิดกฏหมายนะ
แต่ ดูแล้วก็เท่ห์สุดๆไปเลยเนอะ ..
 
“บอล! ทำใมคุณลุงสองคนนี้ ถึงพกปืนได้หล่ะ?” ผมถามบอลขึ้นขณะที่เรากำลังเดินกันอยู่
“ก็เค้าเป็นตำรวจกันทั้งสองคนเลยนิ!!” บอลหันกลับมาตอบผม
“ห๊ะ! แล้วมึงรู้ได้ไง?” ผมถามต่อด้วยความแปลกใจ
“ก็ลุงกู ทำใมกูจะไม่รู้หล่ะ!!” บอลตอบกลับมา คราวนี้มันไม่ได้หันมาตอบ
“ห๊ะ?” ผมอุทานขึ้น
“ลุงเอียนหน่ะลุงกู ส่วนลุงที่เดินนำหน้าเราชื่อลุงหวังเป็นเพื่อนลุงกู ประจำกันอยู่ที่สภ.เมือง” และก็เป็นคำตอบที่ทำให้ผมคลายสงสัยได้ทันที
มิน๊า!! ยังว่าหน้าตาลุงเอียนคุ้นๆ ที่แท้ก็เป็นพี่น้องกันกับพ่อมันนี้เอง หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ ผิดกันตรงที่ลุงเอียนหัวล้านแค่นั้นเอง
แล้วมันก็ยังทำให้ผมคลายสงสัยเรื่องที่คุณลุงสองคนนี้รู้เรื่องเกี่ยวกับสารเสพติดที่ผมพูดก่อนหน้านี้ได้ด้วย
 
“อ้าว แล้วทำใมมึงไม่ให้ลุงมึงเอาใบขับขี้ให้อ่ะ?” ผมนึกขึ้นมาได้พอดี เลยถามออกไป
“กูขี้เกียจพูดกับแก แกเป็นคนไม่ชอบการทุจริต” บอลตอบกลับมาแค่นั้น
ผมเลยได้แต่หันหน้าไปหามินและยักไหล่ให้เธอ ก่อนที่เธอจะกระตุกมือผมเบาๆ
 
“ลุงเอียนเป็นลุงของเพื่อนเตงหรอ..?” มินทำตาโตถามผม
“อื้ม เค้าก็พึ่งรู้เหมือนกัน” ผมตอบกลับทันที
“เพื่อนเตงนิมีอะไรให้แปลกใจเรื่อยเลยเนอะ” มินพูดขึ้นอีกทีพร้อมรอยยิ้ม
 
นั่นนะซิ เป็นเรื่องที่คลาดไม่ถึงเสมอ แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เรายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ ความกลัว ความตื่นเต้นของผมตอนนี้มันเริ่มดีขึ้นแล้ว และครั้งนี้ผมก็ใจชื้นกว่าทุกทีด้วยเพราะว่า พวกเราไม่ได้อยู่กันลำพังแค่สามคน แต่ยังมีอีกสองคนที่เป็นถึงตำรวจและแม่นปืนด้วย ที่คอยดูแลพวกเราอยู่
 
พวกเราเดินลัดเลาะระหว่างซอกตึกมาเรื่อยๆ  ซึ่งมันก็ทำเอาผมและทุกๆคนแปลกใจมากถึงมากที่สุด ที่ว่า..ในเมืองแท้ๆแต่กลับไม่มีคนอยู่เลยสักคน ผู้คนที่เคยพุกพล่านหายไปไหนกันหมด ไม่มีรถยนต์ที่วิ่งสวนกันไปมาแบบที่มันควรจะเป็น ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และสถานที่อำนวยความสะดวกในเรื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ต่างพากันปิดหมด มองดูแล้วเหมือนเมืองร้างยังไงยังงั้นแหละ มันแปลกและผิดปกติมากๆ มากที่สุดเท่าที่มันเคยเกิดขึ้นในชีวิตผมเลย นี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันเนี้ย! ผมได้แต่ตะโกนถามตัวเองในใจ พรางสายตาก็เหลือบหันซ้ายมองขวาสลับกับมองหน้ามิน เหตุการณ์มันย่ำแย่และเลวร้ายสุดๆ แถมบรรยากาศในตอนกลางวันของวันนี้ ก็แปลกวิเวกโหวงเหวงสุดๆเหมือนกัน..
โอ๊ยๆ อะไรมันจะบ้าได้ขนาดนี้!
 
ปึ๊ก! ปึ๊ก! เสียงของหนักกระทบอะไรเข้าสักอย่าง ทำเอาผมหลุดออกจากภวังค์ความคิดทั้งปวงจนต้องรีบหันไปดูทันทีและสิ่งที่เห็นคือ.. ลุงหวังแกเอาด้ามปืนยาวของแกกระทุ้งกับโซ่ที่คล้องติดอยู่กับประตูสีแดงที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกฉุกเฉินของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งผมก็รู้จักที่นี้เป็นอย่างดีเพราะผมเคยมาบ่อยๆ  
ไม่นานนักโซ่นั้นก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย..
 
----------------------------------------------------------------------------------------
 
พวกเราที่ตอนนี้หลบเข้ามาอยู่ด้านในตัวห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ อาการของทุกๆคนจากที่ผมมอง น่าจะวิตก กังวล ระแวง สับสน เกี่ยวกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งก็ไม่มีใครเลย ที่จะสามารถอธิบายเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นนี้ได้..
 
จุดที่เรามาหยุดอยู่นี้ น่าจะเป็นบริเวณเคาน์เตอร์รับฝากของประจำห้างนี้แหละ ที่ผมพูดว่าน่าจะเป็นเคาน์เตอร์นั้น ทั้งที่ผมก็มาที่นี้บ่อยจนจำได้และชินตา ก็เพราะว่าสภาพมันเปลี่ยนไปนะซิ ดูไม่เหมือนเคาร์เตอร์รับฝากของที่ผมเคยเห็นก่อนหน้านี้เลย โต๊ะ ช่องเก็บของ ล้มเรียงกันระเนระนาด กระดาษเอกสารกระจัดกระจายเต็มพื้นแถมที่พื้นยังมีรอยหยดเลือดและคราบเปื้อนอะไรสักอย่างเต็มไปหมดเลย ดูแล้วก็น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูกเลยหล่ะ และถัดจากบริเวณนั่นมาทางฝั่งขวา จะเป็นโซนเครื่องสาธารณูปโภคอุปโภค ของกินของใช้ ของทุกๆอย่างที่มีขายตามปกติในห้างสรรพสินค้า
แต่แปลก!! ที่มันยังถูกจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยตามปกติของมันเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผมแวะเวียนมา 
และ!! ที่วิปริตสุดๆเลยก็คือ ที่นี้ไม่มีใครเลย...
 
เราทุกๆคนหวาดหวั่นไม่ต่างกัน แม้กระทั่งลุงตำรวจทั้งสองก็ยังพากันแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันทำให้ผมคิดว่าต่างคนต่างก็น่าจะรู้ดีว่า อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าคงจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างที่ไม่เคยทำ ต้องเจออะไรที่ไม่เคยเจอ และอย่างแรกเลยในสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ การที่ได้มาอยู่ในที่แบบนี้ถือว่าโชคดีสุดๆ เพราะพูดตามหลักความเป็นจริงแล้ว ที่นี้มีครบทุกอย่างทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยา มีครบ ก็ห้างสรรพสินค้านี้นา ถึงจะเป็นห้างเล็กๆแค่สองชั้นที่ให้บริการ แต่ในเวลาแบบนี้มันก็อาจจะช่วยชีวิตพวกเราไว้ได้เหมือนกัน และการขโมยของ!! มันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายมากๆและเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะกระทำมากที่สุดในชีวิต แต่พวกเราจำเป็นต้องทำ เพราะสถานการณ์มันวิปริตสุดๆแล้วนี้นา ถึงจะกลัวจนอยากตายให้รู้แล้วรู้รอดก็เถอะ แต่มันก็จำเป็นต้องทำแล้วแหละ
ผมยังนั่งอยู่ข้างๆมินจับมือเธอไว้แน่น ส่วนคุณลุงทั้งสองคนเดินวนเวียนไปมา เช็คนั้นโน่นนี้ คล้ายๆว่ากำลังสำรวจหรือตรวจตราความเรียบร้อยอะไรอยู่ ส่วนบอล ผมเห็นมันหายไปได้สักพักนึงแล้ว
 
และในขณะที่พวกเรานั่งเงียบๆกันอยู่นั้น
บอลมันก็เดินกลับมาทางพวกเรา พร้อมกับขนมหอบโตที่อยู่ในอ้อมแขนของมัน  
 
“จ่ายเงินรึยัง?” มินพูดขึ้น ขณะที่บอลวางขนมหลากหลายชนิดที่มันหอบมากองลงตรงหน้าพวกเรา
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามินเธอพูดแซวเล่นหรือลืมตัวพูดออกมา
“จ่ายเงินให้ใคร?” บอลพูดออกมาพรางฉีกซองขนมแล้วละแลงเข้าปากแบบไม่รีรอ แบบว่าเพื่อนผมมันคงจะหิวน่าดู จริงๆแล้วพวกเราทุกต่างก็หิวไม่แพ้กัน เพราะเจอเหตุการณ์ตื่นเต้นน่ากลัวเป็นตายเท่ากันแบบนี้ พลังงานในร่างกายย่อมลดลงเร็วกว่าปกติซินะ
 
และ!!!!… 
พวกเราขโมยของ!!
 
ขณะที่พวกเรากำลังสวาปามของกินที่แอบจิกมาอยู่นั้น
“ไอ้หนู เธอมีอะไรอยากจะบอกอีกไหมเกี่ยวกับเอ่อ........ เรื่องนี้ เธอน่าจะรู้อะไรมาบ้างใช่ไหม?” ลุงเอียนถามผมขึ้นเหมือนไม่ค่อยแน่ใจในคำพูดตัวเองเท่าไหร่นัก
ผมเงยหน้าขึ้นมองแก ในใจก็คิดว่า ทำใมต้องมาถามผม ผมน่าจะเป็นคนที่ถามพวกลุงมากกว่า เพราะพวกลุงเป็นตำรวจกัน
 
“เอ่อ..นั้นซิปาย สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้มันเหมือนเหตุการณ์ที่มึงเล่าตอนที่อยู่โกดังนั้นเลย” เป็นบอลที่พูดแทรกขึ้นขัดจังหวะความคิดของผมพอดี 
และคำพูดนี้ ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ที่แท้ก็ยังพากันสงสัยเรื่องนั่นอยู่ แต่มันจะเป็นไปได้จริงหร๊อ ผมแค่สันนิษฐานเอาตามประสาคนมีความคิดบ้าๆมาแต่กำเนิด ความคิดไร้สาระไปวันๆ ซึ่งผมเองก็ไม่มีทางเชื่อหรอกว่ามันจะเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ แม้ทุกเหตุการณ์มันจะคล้ายมากๆกับสิ่งที่ผมคิดว่ามันไร้สาระที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงก็เถอะ
แต่ผมก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี...
 
“คือ....” ผมเองก็ลังเลเริ่มไม่แน่ใจที่จะพูดแล้วซิ คิดว่ามันผิดกับหลักความเป็นจริงมากในโลกของเรา คิดว่าถ้าพูดอะไรผิดออกมา คงแย่..
 
“เล่ามาเหอะ ถึงมันจะเป็นเรื่องไร้สาระ ที่มีอยู่ในเกมส์และหนังของมึง เป็นเรื่องที่เอาไว้หลอกเด็ก แต่กูว่ารู้ไว้ก็ไม่เสียหายและคนพวกนั้นแมร่งก็ตรงเข้ามาจะทำร้ายพวกเราอย่างเดียวเลย มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้ว และมันอาจจะหมายถึงชีวิตพวกเราก้วยนะเว้ย” บอลพูดขึ้นมาซะยาวเลย ซึ่งนั้น ก็ทำให้ผมคิดว่า มันก็ช่วยไม่ได้นี้นา วันนี้มันดันบ้าเกิดอาเพสแบบนี้ขึ้นมาเองนี้หว่า...
ผมหันไปมองหน้ามิน ด้วยสายที่ไม่แน่ใจว่าจะพูดออกไปดีไหม มันเป็นเรื่องน้ำเน่านะ อะไรประมาณนี้ แต่เธอกลับพยักหน้าให้ผม เหมือนบ่งบอกว่าเห็นด้วยกับทุกคน และผมเองก็คิดว่ามินอาจจะรู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหมือนกันดูจากที่เธอชอบเล่นเกมส์แบบเดียวกันกับผม ติดตามข่าวแบบเดียวกันกับผม และ...อาจจะคลั่งซอมบี้เหมือนผมรึป่าวอันนี้ผมก็ยังไม่อยากจะคิด..
 
“จากที่ปายอ่านมาจากสื่อต่างๆว่ากันว่า ซอมบี้ไม่มีจริงและไม่มีทางเกิดขึ้นได้ร้อยเปอร์เซ็น มันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ที่ทุกคนเชื่อว่าเคยเกิดขึ้นจริง ในชนเผ่าหนึ่งในประเทศเฮติแถบทวีปอเมริกาเหนือ ที่มีลัทธิที่ชื่อ วูดู เป็นคนสร้างซอมบี้ขึ้น และยังเชื่ออีกว่าเป็นต้นกำเนิดของซอมบี้ด้วย” ผมเริ่มอธิบายพรางมองไปที่ลุงเอียน ซึ่งตอนนี้สายตาแกจริงจังมาก
 
ทุกคนไม่พูดอะไร สายตายังคงจ้องมาที่ผมอย่างจิงจังเหมือนจะรอให้ผมอธิบายต่อลูกเดียว
 
“ว่ากันว่า ศพคนในชนเผ่าที่ตายไปนั้นมักจะถูกขโมยไปทำให้เป็นซอมบี้ โดยหมอผีที่เรียกว่า บอคอร์ พวกมันถูกควบคุมโดยการใช้เวทมนต์ให้ทำงานใช้แรงงาน จริงๆแล้วตามความเชื่อซอมบี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวหรือทำร้ายคนอย่างที่สื่อสมัยใหม่ที่นำมาอ้างอิงหรอก” ผมพยายามอธิบาย
“และก็ยังเชื่อกันอีกว่า ถ้าให้ซอมบี้กินเกลือเข้าไปแล้ว มันจะกลับไปนอนตายในหลุมของตัวเองเหมือนเดิม” ผมยังคงเล่าต่อ ในใจก็ขำๆกับประโยคที่พูดล่าสุด
 
“ให้ตาย! เน่าหว่ะ” บอลพูดขึ้น
แต่ผมก็ไม่ได้สนใจที่มันพูดหรอก ยังคงอธิบายต่อ
 
“ซอมบี้ในลัทธิวูดูนั้นไม่มีความคิดหรอกและมันจะทำงานรับใช้ตามที่เจ้านายมันต้องการเท่านั้น เคยมีคนที่เดินทางไปประเทศเฮตินะ เค้าได้เขียนบันทึกเอาไว้ว่า ซอมบี้เนี้ยเกิดจากแป้งสองชนิดที่คงจะใช้ฉีดเข้าไปในกระแสเลือดมั้ง” ผมอธิบายอย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่
“ชนิดแรกคือแป้งอะไรนี้แหละจำชื่อไม่ได้ซึ่งมันจะมีพิษที่เรียกว่า เทอโทดาท๊อกซิน ถ้าจำไม่ผิดนะ มันเป็นพิษกับระบบประสาทที่มักจะพบในเนื้อปลาปักกะเป้า วู้วว..” ผมอธิบายพร้อมกับแสดงทำเสียงโล่งใจและปลื้มใจที่ตัวเองสามารถจำได้
 
“มิน่าหล่ะ ได้ยินข่าวบ่อยๆว่า คนกินปลาปักกะเป้าแล้วเข้าโรงบาล!”บอลเสริมขึ้น
“ประมาณนั้นแหละมั้ง ต่อม๊ะ?” ผมตอบพร้อมกับยั้วมันไปด้วยประโยคคำถาม
“อืมๆ” เพื่อนผมมันรีบตอบ
“แล้วชนิดที่สองคือยากล่อมประสาททั่วๆไปที่เรารู้จักกันดีนั้นแหละ เมื่อใช้สองอย่างนี้รวมกันแล้ว บอคอร์จะสามารถควบคุมเหยื่อผู้เคราะร้าย”
“เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย?” บอลเลิกคิ้วถามแทรกขึ้น
“เอ้อออ..” ผมย้ำ
“บอคอร์จะใช้ยาและการสะกดจิตให้ผู้ที่เป็นซอมบี้อยู่ในสภาพเหมือนตาย จากนั้นก็จะตื่นขึ้นมาด้วยสภาพจิตใจที่สับสน” จบประโยคปุ๊ปผมก็หยุดนิ่งสักพัก
 
“บ้าบอจังเลยเนอะไอ้หนู” คราวนี้เป็นลงุหวังที่พูดขึ้น จากที่แกเงียบมานาน
              ซึ่งจริงๆแล้วผมก็คิดแบบนั้นแหละ บ้าบอสุดๆ เรื่องไร้สาระทั้งเพ
 
“แต่ต้นกำเนิดสมัยใหม่ของซอมบี้ อ้างอิงว่าเป็นผลมาจากการทดลองทางชีวภาพที่ผิดพลาดหรือจงใจ พลังเวทปรสิต โดนแมลงกัดมั้ง ถูกยัดสารเสพติดเข้าไปในกระเพาะมั้ง โดดสารพิษสารเคมีบ้าง ตามในเกมส์และหนังที่ปายเคยดูมา อะไรประมาณนี้แหละฮะ” ผมอธิบายต่อพร้อมกับพยักหน้าประมาณว่าผมก็รู้ต้นกำเนิดมันมาคร่าวๆแค่นี้แหละ
“แล้ว จริงๆแล้วพวกมันเป็นยังไงกันแน่!” บอลถามขึ้น
“ใจเย็นๆ  กูกำลังจะเล่าให้มึงฟังจนหมดเปลือกตอนนี้แหละ” ผมคอนใส่มัน
 
“บางคนก็ให้นิยามว่า ซอมบี้คือรูปแบบสิ่งกึ่งมีชีวิต ที่ปรากฏในเกมส์หรือภาพยนต์ สภาพมันจะคล้ายๆศพที่เดินได้หรือรุ่นพัฒนา ที่วิ่งได้ มีความคิด ติดต่อสื่อสาร จับอาวุธเครื่องมือมาใช้แก้ปัญหา ซึ่งถ้ามันมีแบบนั้นบนโลกของความเป็นจริงนะ กูว่ามนุษย์สูญพันธ์แหงๆ” ผมพูดพร้อมหันหน้าไปทางบอลพร้อมพูดต่อ
“และมันจะมีประสาทสัมผัส เคลื่อนไหวได้ ต้องการพลังงาน และมีการแพร่พันธุ์โดยการกัด!” ผมย้ำคำตรงประโยคสุดท้าย
“จะบอกว่าสิ่งที่พูดถึงเนี้ยมันคือสิ่งมีชิวิตที่เคยตายแล้วนะหรอ!!”  ลุงหวังถามขึ้น
“ปายก็ไม่แน่ใจฮะ จริงๆแล้วความชอบเรื่องพวกนี้ของปายมันก็อยู่บนพื้นฐานของความไม่เชื่อมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” ผมตอบพรางก้มหน้าลง
“น่ากลัวจังเลยแฮะ~” ลุงเอียนพูดขึ้น
“แล้วเราจะป้องกันยังไง?” ลุงหวังถามต่อด้วยสายตาจริงจังมาก
“ที่รู้มาคือต้องทำลายที่ก้านสมองหรือกระดูกไขสันหลังของมันฮะ จะเรียกว่าเป็นจุดอ่อนของมันก็ได้” ผมรีบตอบ
“ห๊ะ! ตายไปแล้วยังมีจุดอ่อนอีก!!”  บอลตะโกนขึ้นพร้อมกับทำคิ้วชนกัน
“ก็คงจะเหมือนผีไทยที่มีจุดอ่อนตรงที่กลัวข้าวสารแสกนั้นแหละ” คราวนี้เป็นมินที่พูดขึ้น ทำเอาผมและทุกคนหันไปมองเธอเป็นตาเดียวกันหลังจากที่เธอเงียบมานานพร้อมยิ้มหยี่ๆกลับคืน
“ใช่ฮะพวกมันใช้สมองในการสั่งการให้รับรู้ว่านั้นคือพวกเดียวกันและพวกที่ต้องเขมือบ และเมื่อสมองถูกทำลาย ซอมบี้ก็จะถูกทำลายไปด้วย เหมือนกับที่โดนลุงหวังจัดการทุกๆครั้งนั้นแหละฮะ”ผมพูดพร้อมกับมองไปที่ลุงแก
“ว่าแต่ว่า ลุงรู้ได้ไงฮะว่าต้องยิงที่หัวของมัน” ผมถามแกต่อด้วยความสงสัยอยากรู้สุดๆ
“ไม่รู้ซิ เดาเอา ก็ขนาดโดนปืนยิงเข้าไปจังๆแบบนั้น ถ้าเป็นคนธรรมดาคงตายไปแล้ว แต่นี้ยังเดินต่อได้ ลุงเลยลองเล็งที่หัวดู ซึ่งมันก็ได้ผลอย่างที่เห็นนั้นแหละ” แกพูดพรางลูบไปที่ปืนของแก
“แต่ลุงฆ่าคนนะ!!” ผมพูดขึ้น
 
“มันไม่ผิดหรอกถ้าเราจะทำเพื่อป้องกันตัว!” คราวนี้เป็นลุงเอียนที่พูดแทรกขึ้นมา พร้อมกับเหยียดยิ้มที่มุมปาก สายตายังคงให้ความสนใจกับสิ่งที่แกถืออยู่ในมือ 
แล้วทุกคนต่างก็เงียบและไม่พูดอะไรต่อ
 
“และเท่าที่ปายรู้มาอีกอย่างก็คือ มันจะโหยหาของสดเท่านั้นและคนที่โดนกัด โดนกิน หรือโดนข่วนหรืออะไรก็ตามที่เกิดจากซอมบี้ มันจะสร้างโรคประหลาดให้แก่คนที่โดนกัดอย่างทรมานก่อนสิ้นใจลงไปและกลับคืนมาเดินเหินได้อีกครั้ง” ผมพูดทำนองจริงจังมาก
 
“ไม่อยากจะเชื่อเลยหว่ะ งั้นตอนนี้ชีวิตพวกเราก็เป็นตายเท่ากันนะซิ นี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วนะเว้ย ถ้าเป็นอย่างที่มึงพูดละก็ แสดงว่าหายะได้เกิดขึ้นกับเมืองไทยแล้ว” บอลพูดออกมา
 
“อย่างพึ่งแน่ใจเลยบอล มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ มาถึงตอนนี้กูเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะเป็นไปได้” ผมตอบมันด้วยน้ำเสียงเย็นชา
 
“นี้มึงยังไม่เชื่ออีกหรอ วันนี้เราทำร้ายคนไปกี่คนแล้ว เห็นคนตายไปกี่ศพ!!!” บอลมันทำน้ำเสียงจิงจังใส่ผม
“แต่ความจริงของซอมบี้มันขัดกับหลักความเป็นจริงบนโลกนี้หว่า” ผมหันไปย้ำกับมัน
“หรอ! งั้นมึงก็บอกมาซิ!!!” 
 
ตึ้ง!!! ตึ้ง!!!  “ช่วยด้วยยยยยยยยยย!!!! มีใครอยู่หม้ายยยยยยยย!!!!!! กรี๊ดดดดด”
              เหมือนมีเสียงเอ๊ะอ่ะโวยวายดังมาจากทางประตูฉุกเฉินที่เราเข้ามาในตอนแรก
“เปิดประตูหน่อย ใครก็ได้ช่วยที!!!!!” เป็นเสียงผู้หญิงที่ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือดังมาจากทางด้านนอก เราทุกคนต่างมองหน้ากันสลับไปมาด้วยความตกใจ
 
“เอาไงดีลุง!” ผมเองที่ประสาทไวที่สุด จึงได้เริ่มต้นถามก่อน
“เดี่ยว!! ฟังให้แน่ใจก่อน” ลุงเอียนรีบพูดขึ้น ซึ่งมัน….
ไม่ทันแล้วแหละ ผมเห็นไอ้บอลมันวื่งออกไปทางประตูฉุกเฉินนั้นอย่างรวดเร็ว
               และยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรหรือพูดอะไรเลย คุณลุงสองคนก็ลุกพรวดพลาดวิ่งตามบอลออกไปทันที ผมกับมินเองก็เช่นกัน  พอพวกเรามาถึงจุดที่เป็นประตูทางออกฉุกเฉิน ซึ่งมีลุงสองที่วิ่งมาถึงก่อนแล้วยืนรออยู่แล้วเท่านั้นแหละ ก็พบว่าบอลมันได้เปิดประตูนั้นเรียบร้อยแล้ว และภาพที่เห็นคือ มีผู้หญิงคนนึงวิ่งพุ่งเข้ามากอดบอลทั้งที่ประตูยังเปิดไม่ออกไม่หมดทั้งบานด้วยซ้ำ เล่นเอาผมกับมินถึงกลับตกใจไปเลยทีเดียว และภาพที่เราเห็นผ่านช่องประตูนั้น ดันมีผู้ชายอีก2-3คนวิ่งตามเธอมาด้วย ซึ่งก็วิ่งได้ไม่เร็วเท่าคนปกตินักหรอก ดูจากสภาพแล้วไม่น่าจะใช่คนปกติ ตามตัวมีแต่เลือดน่าเกลียดเชียว ไม่รอช้า ลุงเอียนกับลุงหวังก็ช่วยกันดึงประตูฉุกเฉินอันแสนหนักอึ้งนี้ให้งับเข้ามาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เหมือนเดิม 
              และจัดการล๊อคตายซะ!!
 
ทุกคนปลอดภัย....
 
ผมยังนั่งกำมือมินไว้แน่น พรางกับสายตาทุกคู่ที่จ้องมองไปยังจุดที่บอลนั่งอยู่ ซึ่งมันเองก็นั่งอยู่ข้างๆผู้หญิงคนนั้น เธอนั่งกอดเข่าไม่พูดไม่จา ตัวสั่นเหมือนคนจับไข้ สภาพเธอมอมแมมยิ่งกว่ามินในครั้งแรกที่เจอซะอีก เธอเป็นผู้หญิงผมยาวสีดำ ลอน แต่ตอนนี้กลายเป็นเซอร์ไปแล้ว ตัวขาวๆ หน้าตาออกลูกครึ่งหน่อย ชุดที่เธอใส่มาเป็นชุดแซ็กสีขาว รองเท้าไม่ได้ใส่ เนื้อตัวมีแต่รอยเปื้อนเลอะเทอะไปหมด สภาพมองดูแล้วน่าสงสารกว่ามินที่เจอในตอนแรกเป็นไหนๆ และอาจจะเป็นเพราะเธอร้องให้ด้วยกระมั้ง...
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
มีการแก้ไขเมื่อ : -
ถูกใจ มีคนถูกใจ 0 คน

อีเมล์ :
รหัสผ่าน :
ลืมรหัสผ่าน ?
เข้าระบบ


หรือ สมัครสมาชิก คลิกที่นี่


กลับ
ด้านบน